หลักการซื้อเพชรตามสากลนิยม

1. Carat (กระรัต) มาตรวัดที่ใช้สำหรับวัดน้ำหนักเพชร หนึ่งกะรัตเท่ากับ 200 มิลลิกรัม หรือ 100 จุด นอกจากราคาของเพชรจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักแล้ว ยังขึ้นอยู่กับ สีความใสบริสุทธิ์ และการเจียรไนอีกด้วย

2. Color (สี) เมื่อมองด้วยตาเปล่า ผ่านสายตาของผู้ไม่เชี่ยวชาญเรื่องเพชรเลย จะมองไม่เห็นความแตกต่างของเพชรสีขาว ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ถึงจะเป็นเพชรสีขาว แต่ก็เป็นเพชรที่มีสี ซึ่งสถาบันอัญมณีแห่งอเมริกา หรือ จีไอเอ ได้แบ่งมาตรฐานของเพชรสีขาวไว้ดังนี้ คือ ตั้งแต่เกรด D (เพชรไม่มีสี หรือ Colorless ซึ่งเป็นนิยมและเพชรที่มีราคาแพงที่สุด) ไปจนถึง Z
เพชรสีขาว (D-J) จะเหมาะกับตัวเรือนทองคำขาว และแพลตตินั่ม ส่วนเพชรโทนขาวออกเหลือง (K-Z) เหมาะกับตัวเรือนทองคำ นอกจากนี้ยังมีเพชรหลากสีสันอีกด้วย แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมเป็นแหวนแต่งงานเท่ากับเพชรสีขาว

3. Clarity(ความใสบริสุทธิ์) เพราะเพชรถือกำเนิดจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งผ่านกระบวนการความร้อนใต้ผิวโลกเป็นเวลาหลายล้านปี จึงไม่แปลกที่จะมีตำหนิ ซึ่งอาจเกิดจากสินแร่หรือรอยร้าวในเนื้อเพชรได้ สามารถดูตำหนิของเพชรได้โดยใช้แว่นขยาย ซึ่งมีอัตราขยายถึง 10 เท่า ระดับของตำหนิที่จีไอเอกำหนดเอาไว้นั้น เริ่มตั้งแต่ F (Flawless) ไม่มีตำหนิเลย เรื่อยไปจนถึง I (Included)
เพชรที่มีตำหนิอยู่ตรงกลางเม็ด หรืออยู่ด้านบน มักจะทำให้เพชรหม่นมัว จึงไม่ควรเลือกซื้อแนะนำว่าให้เลือกเพชรที่มีความใสบริสุทธิ์เม็ดเล็กๆ ซึ่งอาจราคาสูงกว่า หรือเทียบเท่าเม็ดใหญ่ที่มีรอยร้าว แต่หากอยากได้เม็ดใหญ่ ควรเลือกที่เห็นตำหนิไม่ชัดเจนนัก สามารถปกปิดได้ด้วยตัวเรือน โดยไม่มีผลต่อความงามของเพชรเม็ดนั้น

4. Cut (การเจียระไน) เพชรที่ผ่านการเจียระไนโดยช่างฝีมือดี จะทำให้แสงที่ตกกระทบบนเพชรสะท้อนเข้าหากันเหมือนกระจกที่สะท้อนแสงแดด เป็นประกายระยิบระยับ โดยหลักการแล้ว เพชรเม็ดหนึ่งจะมีเหลี่ยมประมาณ 58 เหลี่ยม เพชรที่เจียรลึกหรือตื้นเกินไป จะสะท้อนแสงไม่ดีเท่าที่ควร จึงมีราคาถูกกว่าเพชรได้รูปที่เจียรมาอย่างดี
และอีก C ที่ไม่ควรลืมคือ Certificate ซึ่งหมายถึง ใบรับรอง หรือใบรับประกันคุณภาพของเพชร ใบรับรองที่ดี ควรได้มาจากห้องทดลองที่เป็นอิสระไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายนั้นๆ ใบรับรองที่รู้จักกันแพร่หลาย และเป็นที่ยอมรับ ได้แก่ใบรับรองจาก สถาบันอัญมณีศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา (AIG) และของเบลเยี่ยม (HRD)
ตัวเรือนแหวนเพชร
Prong Settings การยึดเพชรแบบหนามเตยนี้ เหมาะกับเพชรเม็ดเดี่ยว (SolitaireDiamond) ซึ่งเป็นแบบเรียบง่าย แต่คลาสสิค การใช้หนามเตยเป็นตัวยึดเกาะไว้ด้านบนของตัวเรือนนิยมกับเพชรที่มีขนาดใหญ่ เพชรทั้งเม็ดจะถูกยกสูงจากตัวเรือน
Flush Settings ตัวเรือนประเภทนี้ ทำให้เพชรอยู่ในระนาบเดียวกับตัวเรือน โดยจะเห็นเฉพาะด้านบนของเพชรเท่านั้น รูปแบบเรียบง่าย ทันสมัย
Bezel Settings ตัวเรือนประเภทนี้ เป็นการยึดเพชรแบบหุ้ม คือล้อมเพชรไว้ด้วยทองคำโดยที่หน้าเพชรจะอยู่บนระนาบเดียวกับตัวเรือนคล้ายกับ Flush Settings แต่ Bezel Settingsจะทำให้เพชรดูมีขนาดใหญ่ขึ้น และโดดเด่นมากกว่า
Pave Settings การฝังเพชรแบบ Pave นี้เหมาะสำหรับเพชรเม็ดเล็กๆ ที่ต้องการดูให้เป็นเม็ดโต เป็นการจัดให้เพชรขนาดย่อมเกาะกลุ่มกันดูระยิบระยับ คล้ายกับแสงประกายของเพชรเม็ดใหญ่
เลือกเพชรอย่างไรให้เหมาะ
นิ้วค่อนข้างสั้น แหวนเพชรที่เหมาะสมคือ รูปหยดน้ำ หรือเพชรรูปไข่ เพราะจะทำให้นิ้วดูเรียวยาวขึ้นได้
ข้อนิ้วใหญ่ ควรเลือกแหวนเพชรทรงกลม เหลี่ยมเกสรบนตัวเรือน และมีหนามเตยบางๆ เพราะจะส่งเพชรชูเด่นขึ้นมาก ช่วยลบข้อนิ้วได้ด้วย
นิ้วผอมเล็ก เหมาะสมกับแหวนเพชรรูปหัวใจ เพราะจะเสริมให้นิ้วดูเต็มขึ้น หรือจะเป็นแหวนเพชรเม็ดกลมเล็กๆ หลายๆ เม็ด ประดับเรียงกันก็ได้
นิ้วอ้วนใหญ่ ควรเลือกแหวนที่มีดีไซน์สมัยใหม่ ค่อนข้างหนากับเพชรทรงเหลี่ยม หรือทรงกลมเหลี่ยมเกสร
นิ้วเรียวยาว นิ้วประเภทนี้แทบไม่ต้องเสียเวลาเลือก เพราะสมบูรณ์แบบที่สุดกับเพชรทุกรูปทรง
เพชรเดี๋ยวนี้ต้องการใบเซอร์ มาก ๆ เลยค่ะ ตอนนี้เพชรปลอมระบาดแล้วมาบอกว่าเพชรจริง
สังเคราะห์ด้วยวิธีพิเศษ - -