
คำว่า wedding ในภาษาอังกฤษ มีรากศัพท์ หมายถึง การพนัน หรือวางเดิมพัน ซึ่งเชื่อ ว่ามีต้นเค้ามาจากการวางเงินสินสอดให้ฝ่ายเจ้าสาว ซึ่งก็อาจเป็นที่มาของ ขนบธรรมเนียมและการถือโชคลางในงานแต่งงานด้วย เพราะการพนันต้องอาศัยโชค ช่วย หรือจะคิดในอีกแง่มุมหนึ่งว่าการ “ถือ” เรื่องต่าง ๆ นี้ เป็นความหวังดีที่จะให้นี้ เป็นความหวังดีที่จะให้เจ้าบ่าวเจ้าสาว เริ่มต้นชีวิตคู่อย่างมีความสุข และมีอนาคตที่ สวยงามก็ว่าได้
ประเพณีโบราณของตะวันตกนั้นจะว่าไปแล้วก็คล้ายกับขนบธรรมเนียมของไทยอยู่ไม่น้อย มีทั้งเรื่องการเลือกสีชุดเจ้าสาว เทียนมงคล ของ ชำร่วย การกำหนด วันแต่งงาน และการถือเคล็ดโชคลางอื่น ๆ อีกมากมาย
สีของชุดเจ้าสาว:
ความนิยมในชุดเจ้าสาวสีขาวนั้นมีที่มาหลาย ตำนานสุดแต่ใครจะเชื่อเรื่องไหน บ้างก็บอกว่าสีขาวเป็นสีแห่งความสุขมาตั้งแต่สมัยกรีก แต่ตำนานอื่น ๆ บอกว่าเจ้าหญิง และพระราชินี ทรงเป็นผู้นำแฟชั่นชุดเจ้าสาวสีขาว พริ้นเซสและควีนองค์ดังของยุโรปอย่างเช่น เจ้าหญิงแอนน์ แห่งบริตตานี สมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย และพระชายาของ นโปเลียนที่ 3 ล้วนแต่ทรงชุดขาวล้วนในพระราชพิธีอภิเษกสมรส แล้วหญิงสาวทั่วไปก็เลยยึดถือเป็นแบบอย่าง โดยก่อนหน้านั้นเจ้าสาวจะเลือกสวมชุดสีอะไรก็ได้ แต่มีข้อห้าม ที่เชื่อกันอยู่ว่า
- สวมชุดสีขาวแต่งงาน คือการเลือกคู่ครองที่ถูกต้อง
- สวมชุดสีเทาแต่งงาน คือการเดินทางยาวไกล
- สวมชุดสีดำแต่งงาน คือยากกลับเป็นสาวใหม่
- สวมชุดสีแดงแต่งงาน คือจะอยากตายให้แล้วไป
- สวมชุดสีเขียวแต่งงาน คือจะอับอายไม่อยากพบผู้ใด
- สวมชุดสีฟ้าแต่งงาน คือจะซื่อสัตย์ตลอดกาล
- สวมชุดสีมุกแต่งงาน คือชีวิตจะพาวุ่นวาย
- สวมชุดสีเหลืองแต่งงานเหมือนอายที่เจ้าบ่าวไม่ดีพอ
- สวมชุดสีน้ำตาลแต่งงาน คือจะได้อยู่ในเมือง
- สวมชุดสีชมพูแต่งงานความสนุกสนานจะลดลง
- ชุดสีเขียวน่าอายเพราะเหมือนเจ้าสาวปล่อยตัวเกลือกกลิ้งจนมีรอยหญ้าเปื้อน
กลีบกุหลาบและเมล็ดข้าว
การโปรยกลีบกุหลาบบนทางเดิน ก่อนที่เจ้าสาวจะก้าวไปยังแท่นพิธีจะช่วยขจัด
วิญญาณร้ายจากใต้พิภพและช่วย ให้มีลูกหลายสืบวงศ์สกุล นอกจากนี้อาจจะโปรยเมล็ดข้าว ใบไม้ใบหญ้า
รวมถึงดอกไม้แห้งที่เจ้าสาว เคยมอบให้แก่กันซึ่งก็ล้วนแต่สื่อถึงคำอวยพรให้มีลูกหลานละมีความสุข
การกำหนดวันแต่ง :
เดือนมิถุนายนเป็นเดือนแห่งการแต่งงานเพราะ June มาจากพระนาม Juno เทพีแห่งการแต่งงานและองค์ ผู้พิทักษ์สตรีตามความเชื่อของโรมันโบราณ
เดือนพฤษภาคมไม่นิยมจัดงานแต่ง เพราะเป็นช่วงเวลาที่พวกนอกศาสนา จัดงานฉลองไร้ศีลธรรม จึงไม่เหมาะจะเริ่มต้นชีวิตคู่ และในยุคโรมันก็มีพิธี First of the date กับเทศกาลเทพีแห่ง พรหมจารีย์ในเดือนพฤษภาคมด้วย ทำให้เดือนเมษายนกลายเป็นเดือนที่มีการจัดพิธีแต่งงานในโบสถ์มากที่สุดเนื่องจาก ผู้คนหลีกเลี่ยงการแต่งงานในเดือนพฤษภาคม
ความเชื่อเกี่ยวกับการเลือกวันแต่งงาน ในสมัยโบราณมีอยู่ว่า วันจันทร์จะ ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง วันอังคารมีฐานะ วันพุธดีทุกอย่าง ส่วนวันที่ไม่ควรแต่งคือ พฤหัสบดี วันศุกร์ และวันเสาร์
การสวมแหวน
การสวมแหวนแต่งงานหรือแหวนหมั้นจะสวมอยู่ในนิ้วนางข้างซ้าย เพราะนิ้วนางนั้นเปรียบแทนคู่ชีวิต สามี, ภรรยา ซึ่งการให้แลกแหวนระหว่างคู่บ่าว-สาวนั้น เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความซื่อสัตย์ที่ทั้งคู่มีให้ต่อกัน
เค้กแต่งงาน
เค้กแต่งงานเปรียบเป็นสัญลักษณ์ของจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตคู่ของคู่รัก เพราะเมื่อจบพิธีตัดเค้ก บ่าวสาวผลักกันป้อนเค้กให้แก่กัน ชาวยุโรปมีความเชื่อว่าเค้กเป็น “หัวใจ” ของงานแต่งงาน ที่เห็นกันโดยทั่วไปมีชื่อว่า Bride’s Cake หรือเค้กเจ้าสาว โดยในประเพณีเก่าแก่ของชาวตะวันตกจะมี Groom’s Cake หรือเค้กเจ้าบ่าวอีกก้อนซึ่งมีขนาดเล็กกว่า และทำเป็นเค้กผลไม้ หลังเสร็จพิธีจะนำมาตัดเป็นชิ้นๆ ใส่กล่องสีขาวผูกริบบิ้นสีเงิน หรือกล่องที่มีอักษรย่อของบ่าวสาว แล้วนำไปวางไว้หน้าประตู เพื่อให้แขกนำกลับไปฝากผู้ที่ไม่สามารถมาร่วมงานได้ เชื่อกันว่าสาวโสดคนไหนเอาเค้กชิ้นนี้ใส่ไว้ใต้หมอนจะฝันเห็นเนื้อคู่ของตน
การโยนช่อดอกไม้
การโยนช่อดอกไม้นั้น โยนช่อดอกไม้ส่วนใหญ่มักจะกระทำหลังจากพิธีการตัดเค้ก ซึ่งเป็นความเชื่อที่ว่าหากใครคนใดเก็บช่อดอกไม้ได้จะถือว่าเป็นผู้โชคดีที่จะมีข่าวดีแต่งงานในเร็ววันนี้
** ข้อห้ามก่อนวันแต่งงาน **
เจ้าสาวไม่ควรตัดเย็บชุดแต่งงานด้วยตัวเองและช่างจะต้องสอยฝีเข็มสุดท้ายตอนที่เจ้าสาวกำลังจะออกเดินทาง
ไปโบสถ์ นอกจากนั้นเธอยังไม่ควรลองชุดเต็มยศ ครบเครื่องก่อนวันจริงและ ห้ามฝึกเซ็นนามสกุลใหม่ล่วงหน้าด้วย
ก่อนออกจากบ้านไปโบสถ์เจ้าสาวควรจะส่องกระจกอีกครั้งเพื่อ จะได้โชคดี แต่ถ้าออกจากบ้านแล้วไม่ควรย้อนกลับ
มาดูกระจกเป็นครั้งที่สอง เพราะจะทำให้โชคร้าย
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก
http://papabear.siam2web.com/?cid=194460&puid=47688